ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่เว็บไซต์สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดนครสวรรค์ จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ และเสนองานกิจการคณะสงฆ์จังหวัดนครสวรรค์
โดยเว็บนี้จะรวบรวมความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ระเบียบ กฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารกิจการคณะสงฆ์ของพระสังฆาธิการ และพระภิกษุ รวมถึงผู้ที่สนใจทั่วไป
: อำนาจหน้าที่ในการปกครองคณะสงฆ์
: การคณะสงฆ์
: พระสังฆาธิการ
: เลขานุการทางคณะสงฆ์
: เขตปกครองคณะสงฆ์
: วิธีแต่งตั้งพระสังฆาธิการชั้นเจ้าคณะ
: วิธีแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าคณะ
: วิธียกเจ้าคณะและรองฯเป็นที่ปรึกษา
: วิธีแต่งตั้งผู้ปกครองวัด(เจ้าอาวาส)
: วิธีแต่งตั้งรองและผู้ช่วยเจ้าอาวาส
: การมอบหมายอำนาจหน้าที่
: วิธีแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสราษฏร์
: ไวยาวัจกร
: การพ้นจากตำแหน่งพระสังฆาธิการหรือไวยาจักร
: วิธียกพระสังฆาธิการเป็นกิตติมศักดิ์
: วิธีส่งมอบงานการคณะสงฆ์
: วิธีให้พระสังฆาธิการออกจากตำแหน่ง
: วิธีถอดถอนพระสังฆาธิการ
: วิธีพัก-ปลดพระสังฆาธิการ
: วิธีตำหนิโทษและภาคทัณฑ์
: วิธีการร้องทุกข์
: สมณศักดิ์ และ พัดยศ


วิธีถอดถอนพระสังฆาธิการ


    การถอดถอนพระสังฆาธิการจากตำแหน่งหน้าที่ เป็นบทบัญญัติเพื่อลงโทษ แก่พระสังฆาธิการผู้ละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง แม้ข้อใดข้อหนึ่ง ตามความในข้อ ๕๔ แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ.๒๕๔๑) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ๕ ประการ คือ.-

                ๑. ทุจริตต่อหน้าที่
                ๒. ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเกินกว่า ๓๐ วัน
                ๓. ขัดคำสั่งอันชอบด้วยการคณะสงฆ์ และการขัดคำสั่งนั้น เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่การคณะสงฆ์
                ๔. ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแก่การคณะสงฆ์
                ๕. ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง

                ทั้ง ๕ ประการ นี้ เป็นหลักเกณฑ์ให้ดำเนินการถอดถอนพระสังฆาธิการ ส่วนวิธีการปฏิบัตินั้น พอแยกกล่าวได้ดังนี้

                ๑. ให้ผู้บังคับบัญชารายงานความผิดต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้ง
                ๒. ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสอบสวน
                ๓. เมื่อได้ความจริงตามรายงานแล้ว ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ได้

ข้อควรสังเกต

                พระสังฆาธิการละเมิดจริยาอย่างร้ายแรงข้อใดข้อหนึ่งแล้ว มิใช่จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทันที ต่อเมื่อผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามวิธีดังกล่าว และได้สั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว จึงจะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่
                การสอบสวนนั้น จะทำการเองหรือจะตั้งกรรมการสอบสวนเสนอความเห็นก็ได้ ถ้าตั้งกรรมการสอบสวน กรรมการย่อมมีหน้าที่เพียงสอบสวนเสนอความเห็นเท่านั้น ผู้มีอำนาจแต่งตั้งต้องพิจารณาชี้ขาดเอง และผลของการพิจารณาย่อมปรากฏอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่

            ๑. ได้กระทำความผิด
                ๑.๑ อย่างร้ายแรง (ลงโทษถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่)
                ๑.๒ อย่างไม่ร้ายแรง แต่ถ้าจะให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอาจเสียหายแก่การคณะสงฆ์ (ลงโทษปลดจากตำแหน่งหน้าที่)
                ๑.๓ อย่างร้ายแรงแต่มีเหตุที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรปรานี จะให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ก็ไม่เสียหายแก่การคณะสงฆ์ (ลงโทษตำหนิโทษ)
                ๑.๔ อย่างไม่ร้ายแรง ไม่มีเหตุที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรปรานี จะให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ก็ไม่เสียหายแก่การคณะสงฆ์ (ลงโทษตำหนิโทษ)
                ๑.๕ อย่างไม่ร้ายแรงและมีเหตุที่ผู้บังคับบัญชาเห็นควรปรานี (ลงโทษภาคทัณฑ์)

            ๒. มิได้กระทำความผิด
                แต่มีมลทินหรือมัวหมอง ถ้าให้ดำรงตำแหน่งต่อไป อาจเสียหายแก่การคณะสงฆ์ (ลงโทษปลดจากตำแหน่งหน้าที่)

            ๓. มิได้กระทำความผิดและไม่มีมลทินความผิดเลย
                (จะลงโทษใด ๆ มิได้ แม้ได้สั่งพักจากหน้าที่ไว้ก่อน ก็ต้องสั่งให้กลับดำรงตำแหน่งเดิม)

                เมื่อได้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องรีบรายงานผู้บังคับบัญชาเหนือตนทราบ จะลงโทษแล้วเก็บเรื่องเสียมิได้ อนึ่ง ยังมีกรณีอื่นที่ให้ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่ได้ คือ

                ๑) ถูกตำหนิโทษและยังอยู่ในระหว่าง ละเมิดจริยาในกรณีเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันซ้ำอีก
                ๒) กรณีที่ร้องทุกข์ แต่ปรากฏว่าเป็นการร้องทุกข์เท็จ
                ๓) ถูกระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ ๒๕ หรือตามข้อ ๓๓ (๒) หรือถูกให้พักหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ ๓๔ วรรค ๓ แห่งกฎ ๑๗ หากฝ่าฝืนให้บรรพชาอุปสมบท
                ๔) ถูกลงโทษตามข้อ ๓๓ (๒) แห่งกฎ ๑๗ แล้วไม่เข็ดหลาบ ละเมิดซ้ำอีก